วิจัยยุโรปสุ่มตรวจ "หูฟัง" พบสารพิษ 98% เสี่ยงซึมเข้าผิวหนัง อันตรายตายผ่อนส่ง

วิจัยยุโรปสุ่มตรวจ "หูฟัง" พบสารพิษ 98% เสี่ยงซึมเข้าผิวหนัง อันตรายตายผ่อนส่ง

วิจัยยุโรปสุ่มตรวจ "หูฟัง" พบสารพิษ 98% เสี่ยงซึมเข้าผิวหนัง อันตรายตายผ่อนส่ง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิจัยยุโรปสุ่มตรวจ "หูฟัง" 81 รุ่น พบสารพิษ 98% เสี่ยงซึมเข้าร่างกายทางผิวหนัง 

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาทำงาน พักผ่อน หรือขณะออกกำลังกาย หูฟังได้กลายเป็นอุปกรณ์คู่กายที่หลายคนสวมใส่เป็นเวลานาน ล่าสุด เดอะการ์เดียน รายงานว่าโครงการวิจัย “ToxFree LIFE for All” ของยุโรป ได้จัดซื้อหูฟังชนิดสอดหูและครอบหูจำนวน 81 รุ่น จากประเทศเช็ก สโลวาเกีย ฮังการี สโลวีเนีย ออสเตรีย รวมถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด ผลพบว่า 98% ของตัวอย่างมีสารบิสฟีนอลเอ (BPA) และมากกว่า 75% มีสารบิสฟีนอลเอส (BPS)

สารเคมีที่ตรวจพบนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการก่อโรคมะเร็ง ปัญหาด้านพัฒนาการทางระบบประสาท ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สารเคมีถาวร” (Forever Chemicals) ซึ่งสามารถเลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย อาจทำให้เด็กหญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนวัยอันควร ทำให้ผู้ชายมีลักษณะฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มขึ้น

สารพิษซึมเข้าสู่ร่างกายผ่าน "เหงื่อและความร้อน"

นางคาโรลินา แบรบโควา (Karolína Brabcová) ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีจาก Arnika ภายใต้โครงการ ToxFree เปิดเผยว่า  สารเคมีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสารเติมแต่งในขั้นตอนการผลิตธรรมดา แต่อาจกำลังซึมผ่านหูฟังเข้าสู่ร่างกายของเรา

  • ปัจจัยเร่ง: การใช้งานเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายที่มีความร้อนและเหงื่อ จะช่วยเร่งให้สารเคมีซึมเข้าสู่ผิวหนังโดยตรง
  • ความเสี่ยงระยะยาว: แม้จะไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในทันที แต่การสะสมในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างวัยรุ่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก
  • อันตรายจากฮอร์โมน: สารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disruptors) ไม่มีระดับที่เรียกว่า "ปลอดภัย" เพราะสารเหล่านี้เข้าไปเลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย

เปิดรายชื่อสารเคมีอันตรายที่ตรวจพบในหูฟัง

จากการสุ่มซื้อหูฟังจำนวน 81 รุ่น ทั้งแบบ In-ear และ Over-ear จากตลาดในยุโรป รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ พบข้อมูลดังนี้

  • บิสฟีนอล เอ (BPA): ตรวจพบในกลุ่มตัวอย่างสูงถึง 98% และพบสารทดแทนอย่าง BPS ในสัดส่วนกว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง สารกลุ่มนี้สามารถเลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลให้เด็กหญิงเข้าสู่ภาวะวัยสาวเร็วผิดปกติ และมีภาวะพร่องฮอร์โมนในเพศชาย
  • พทาเลท (Phthalates): สารที่ทำให้พลาสติกยืดหยุ่น ซึ่งเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และทำให้มีบุตรยาก
  • สารกลุ่มพาราฟินคลอรีน (Chlorinated Paraffins): สารที่ส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไต
  • สารหน่วงไฟ (Flame Retardants): พบสารกลุ่มโบรมีนและออร์แกโนฟอสเฟต ซึ่งมีคุณสมบัติรบกวนระบบต่อมไร้ท่อคล้ายกับ BPA

ความกังวลของนักวิจัย

นักวิจัยเตือนว่าแม้ปริมาณสารเคมีจากแหล่งเดียวอาจดูไม่สูงนัก แต่ร่างกายมนุษย์ได้รับสารพิษจากหลายช่องทางในชีวิตประจำวัน จนเกิดเป็น "ผลกระทบแบบค็อกเทล" (Cocktail Effect) แม้สารเคมีแต่ละชนิดจะมีปริมาณน้อยจนไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อสารเหล่านั้นมา "ผสมรวมกัน" ในร่างกายมนุษย์ อาจเกิดปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์กันจนกลายเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคมะเร็ง และภาวะมีบุตรยากทั่วโลก

ก่อนหน้านี้โครงการ ToxFree เคยตรวจพบสารรบกวนฮอร์โมนใน "จุกนมหลอกสำหรับเด็ก" (แม้จะระบุว่า BPA-free) และพบสารเคมีพิษใน "กางเกงในสตรี" 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างมาแล้ว ขณะที่แบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำที่ถูกอ้างถึงในรายงานยังไม่มีการตอบกลับหรือให้ความเห็นต่อประเด็นนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล